ในปัจจุบันครีมบำรุงผิวมีหลากหลายชนิด พร้อมมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป และแต่ละสภาพผิวหน้าก็จะได้รับวิธีการดูแล ใช้ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพผิว เรามาดูกันเลยนะคะ ว่าในแต่ละสภาพผิวจะมีวิธีการดูแลและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อย่างไรบ้าง
ผิวหน้าของคนเราจะแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. ผิวธรรมดา
คนผิวธรรมดานับว่าเป็นคนที่โชคดีมาก เพราะจะไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้า ผิวธรรมดาจะมีความเรียบเนียนและยืดหยุ่นดี มีรูขุมขนละเอียด เมื่ออากาศร้อนผิวจะไม่มันเยิ้ม และอากาศเย็นก็จะไม่แห้งเป็นขุย
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์
สำหรับคนผิวธรรมดาที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เข้มข้นหรือเบาบางจนเกินไป และจำเป็นต้องปกป้องผิวจากแสงแดดหรือรังสียูวี ที่ทำให้เกิดปัญหาริ้วรอยก่อนวัย และรวมไปถึงการเลือกใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่ควรคำนึงถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงด้วย เช่น หากคุณเผชิญกับอากาศที่หนาวเย็น หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ คุณควรเลือกใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์เข้มข้นขึ้น
สำหรับคนอายุ 30 ปีขึ้นไป ปัญหาคือการผลัดเซลล์ผิวของคนวัยนี้จะช้าลง และต่อมไขมันที่ผิวจะผลิตไขมันได้น้อยลง ทำให้ความชุ่มชื่นของผิวลดลง ผลที่ตามมาริ้วรอยจะเห็นชัดเจนขึ้น ผิวไม่เปล่งเปล่งและไม่เรียบเนียน จึงจำเป็นต้องใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์เพิ่มขึ้น และรวมไปถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยควบคู่ไปด้วย
2. ผิวแห้ง
คนผิวแห้งจะมีข้อดี คือ ผิวมีความเรียบเนียนมาก รูขุมขนเล็กกระชับ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสิวเสี้ยน แต่เนื่องจากผิวขาดความชุ่มชื้นจึงให้ผิวลอกเป็นขุยง่าย และเกิดริ้วรอยง่ายกว่าผิวประเภทอื่น จึงต้องมีการดูแลผิวมากเป็นพิเศษ และต้องบำรุงให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพื่อให้ผิวนุ่มและไม่แห้งกร้าน
สำหรับคนผิวแห้งที่อายุน้อยกว่า 30 ปี ควรใส่ใจตั้งแต่การทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากไขสบู่และไม่ผสมแอลกอฮอล์ ผิวจะได้ไม่แห้งตึงหลังการทำความสะอาด จากนั้นใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความเข้มข้นเหมาะสมเป็นประจำ จะช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื่นนุ่มนวล
สำรับคนผิวแห้งที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เนื่องจากการผลิตไขมันน้อยลงยิ่งจะทำให้ผิวยิ่งแห้งและริ้วรอยก็จะปรากฏให้เห็นขัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้นควรใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความเข้มข้นควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์การลดริ้วรอย
3. ผิวมัน
คนผิวมันจะสังเกตง่ายๆ คือ จะมีรูขุมขนกว้าง ไม่เรียบเนียน รูขุมขนที่ผิวจะดูคล้ายเปลือกส้ม จะเป็นผิวที่มีปัญหาเยอะที่สุด เพราะต่อมไขมับริเวณผิวหน้าผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น ทำให้ใบหน้ามัน รูขุมขนกว้าง ฝุนละออง สิ่งสกปรก จึงมาเกาะที่ผิวได้ง่ายขึ้น และสามารถอุดตันได้ โดยเฉพาะอาจร้อนสภาพผิวก็จะดูแย่ลง ทำให้มักมีปัญหาเรื่องสิวเสี้ยนและเป็นสิวได้ง่ายขึ้น
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์
สำหรับคนผิวมันที่อายุน้อยกว่า 30 ปี ควรใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่เบาบาง ไม่เข้มข้นมากเกินไป เพื่อรักษาระดับความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวไว้ให้สมดุล โดยเฉพาะหลังจากการล้างหน้า และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าที่เหมาะสมกับผู้ที่มีผิวมันโดยเฉพาะ
สำหรับคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป คนผิวมันจะปรากฏริ้วรอยช้ากว่าผู้ที่มีผิวแห้ง แต่ก็จะหนีไม่พ้น ในเรื่องของถุงใต้ตาและริ้วรอย เพราะกระบวนการก่อสร้างเซลล์ผิวใหม่เริ่มทำงานช้าลง คุณสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อเบาบาง ที่ช่วยในเรื่องของริ้วรอยและความมัน ควบคู่ไปกับมอยซ์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวปกติ
4. ผิวผสม
คนผิวผสมมีความยุ่งยากในการดูแล เพราะลักษณะผิวจะมีหลายประเภทผสมกัน ส่วนใหญ่มักจะมีบริเวณแก้มแห้งเป็นขุย และบริเวณ T-Zone จะมีความมันเกินความจำเป็น
การทำความสะอาดผิวสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนผิวมันได้ในยามค่ำคืน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนผิวแห้งในยามเช้า เนื่องจากเวลาเย็นผิวหน้าที่ผ่านมลภาวะมาทั้งวันควรได้การทำความสะอาดอย่างเต็มที ส่วนการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในตอนกลางคืนต้องมีความชุ่มชื้นอย่างเต็มที่ แต่ในตอนกลางวันควรมีความชุ่มชื้นพอเหมาะ
สำหรับคนผิวผสมที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี เนื่องจากผิวมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาและเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมหรือใช้ผลิตภัณฑ์ผิวผสมโดยเฉพาะ
สำหรับคนที่มีอายุ 30 ปี ขึ้นไป อาจเน้นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นนอกจากปริเวณ T-Zone มากกว่าเดิม หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถแก้ไขปัญหาริ้วรอยมากได้ยิ่งขึ้น
5.ผิวบอบบาง
คนผิวบอบบางส่วนใหญ่มีกรรมพันธ์ุเป็นโรคภูมิแพ้ มักแพ้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวได้บ่อย มักมีผื่นคัน เป็นสิว หรือเกิดรอยไหม้ได้ง่าย จึงเป็นผิวที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนและเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ผิวเป็นหลัก
สาวๆ หลายคนก็ได้รู้จักกับสภาพผิวทั้ง 5 ประเภทแล้ว คุณลองวิเคราะห์ดูนะคะว่าผิวของคุณอยู่ในสภาพผิวประเภทไหน และลองเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวเพื่อการดูแลให้ได้ประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
เคล็ดลับและวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
ให้เหมาะกับผิวแต่ละประเภท
1. สำหรับผู้ที่มีผิวธรรมดา ควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของสารที่ให้ความมันและความชุ่มชื้นค่อนข้างมาก
2. ครีมบำรุงผิวชนิดที่มีส่วนประกอบของมอยส์เจอไรเซอร์ชนิดเข้มข้น
เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีผิวแห้ง ยิ่งผิวแห้งมากเท่าไหร่
ก็ต้องเลือกชนิดที่มีความเข้มข้นของครีมมากขึ้นตามไปด้วย
3. สำหรับผู้ที่มีผิวมัน
ควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่ระบุว่าเป็นชนิดออยล์ ฟรี (Oil Free) เพราะผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จะให้ความมันค่อนข้างน้อยจึงไม่ทำให้ใบหน้ามันเยิ้มจนเกินไปในช่วงระหว่างวัน
4. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีผิวหมองคล้ำ
มีริ้วรอยเหี่ยวย่น หรือมีโอกาสต้องเจอกับแสงแดดอยู่เป็นประจำ
ควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของอัลฟ่า ไฮดรอกซี่ แอซิด (Alpha Hydroxy Acid : AHA) เพราะคุณสมบัติของเอเอชเอจะเป็นตัวช่วยเร่งเซลล์ผิวหนังกำพร้าชั้นบนที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปได้เร็วยิ่งขึ้น
ผิวจึงดูผ่องใสและขาวเนียนยิ่งขึ้น
5. อีฟนิ่ง
พริมโรส ออยล์ (Evening Primrose Oil
: EPO) เป็น
สารสกัดจากธรรมชาติ ที่มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย
มีคุณสมบัติป้องกันผิวหยาบกร้าน ไม่ทำให้ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย
ดังนั้นหากใครต้องการมีผิวที่ดูแข็งแรง อ่อนเยาว์ ลองเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของอีพีโอสิคะ รับรองไม่ผิดหวัง
6. ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่คุณเลือกใช้จำเป็นจะต้องผ่านการตรวจสอบทางการแพทย์มาแล้วว่า
จะไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ระคายเคืองต่อผิว (Hypo allergic) และไม่มีส่วนประกอบของสารที่จะก่อให้เกิดสิวด้วย (Non-Comedogenic)
7. การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบนั้น
ควรพิถีพิถันมากเป็นพิเศษ เพราะใบหน้าของเราไวต่อการเกิดสิวมาก
ควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันคาร์เนชั่น (Carnation Oil) ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัว บริสุทธิ์ไม่ทำให้เกิดสิว
และไม่ใส่สารกันบูด
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ บำรุงผิวส่วนใหญ่สาว ๆ หลายคนอาจเลือกซื้อจากการเห็นโฆษณา ตามเพื่อนที่ใช้แล้วได้ผลพอใจ แต่ในความเป็นจริงเราไม่ควรเลือกตามคำโฆษณา ตามคำบอกเล่า หรือตามเพื่อน เพราะสภาพผิวแต่ละคนแตกต่างกัน ควรพิจารณาจากสภาพผิวของคุณเอง และควรเลือกประเภทที่เหมาะกับสภาพผิว สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ เลือกจากลักษณะและสารประกอบที่มีคุณสมบัติเหมาะตามที่ต้องการ
หน้าที่ของผลิตภัณฑ์ทาผิวเพื่อให้ความชุ่มชื้นหรือโลชั่น มี 2 คุณสมบัติ เพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการควรดูสารที่ระบุบนผลิตภัณฑ์ด้วย
คุณสมบัติที่ 1 คือ
ทำหน้าที่เป็นฟิล์มบาง ๆ เพื่อลดการระเหยของน้ำ ช่วยเก็บกักความชื้นไว้กับผิวชั้นนอก มีให้เลือกมากมายหลายลักษณะ เช่น
2. โลชั่น มีส่วนผสมของน้ำมากกว่าน้ำมัน มี 2 ชนิดคือ ชนิดขุ่น และชนิดใส เหมาะกับคนผิวธรรมดา และผิวมัน
3. ครีม มีส่วนผสมของน้ำมันมากกว่าน้ำ เหมาะกับคนผิวแห้ง
4. น้ำมัน มีแต่น้ำมันล้วน เหมาะกับคนผิวแห้งมาก
5. ปิโตรเลียมเจล เป็นไอของน้ำมันที่ได้มาจากกลั่นน้ำมันดิบ เหมาะสำหรับคนที่ผิวแห้งเป็นขุย เพราะให้ความรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณได้ดี และนาน
6. เซรั่ม หรือโทเนอร์ มีเนื้อบางเบาเหมาะสำหรับคนที่เป็นสิวง่าย หรือผิวมัน ต้องการบำรุงผิวแต่ไม่ต้องการน้ำมันจากผลิตภัณฑ์
คุณสมบัติที่ 2 คือ
ช่วยอุ้มน้ำ และดึงน้ำเข้าสู่ผิวชั้นนอก ทำให้ผิวคงความชุ่มชื้น หรือคุณสมบัติอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบที่ผสมลงในผลิตภัณฑ์ เช่น
1. สารช่วยเพิ่มน้ำในชั้นผิวหนัง เช่น โซเดียมพีซีเอ ( Sodium Pyrrolidone Carboxylic Acid ), ยูเรีย ( Urea ), แลคเตต ( Lactate ), โพลีเพปไทด์ (Polypeptide ) และอื่น ๆ โลชั่นมักใช้สารชนิดนี้เพื่อช่วยเพราะสามารถทำให้ผิวหนังชั้นขี้ไคลอุ้มน้ำได้ดี เหมาะสำหรับผิวที่แห้ง และต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างอย่างเร่งด่วน
2. สารป้องกันการระเหยของน้ำจากชั้นผิว ส่วนใหญ่มักเป็นน้ำมัน ขี้ผึง ไขสัตว์ หรือซิลิโคน ข้อดีคือมีคุณสมบัติคล้ายน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น ลื่น แต่มีข้อเสียคือไขมันบางตัวอาจอุดตัวรูขุมขนอาจทำให้เกิดสิวได้ หรือถ้ามีปริมาณมากอาจทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ
3. สารดูดความชื้นจากบรรยากาศเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ เช่น น้ำผึ้ง กลีเซอรีน กรดแลคติค ฯลฯ สารชนิดนี้จะช่วยดูดความชื้นในอากาศเข้าสู่ผิวหนังชั้นขี้ไคลเมื่อความชื้นในอากาศสูงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ แต่หากความชื้นในอากาศต่ำ สารกลุ่มนี้จะดึงน้ำออกจากผิวสู่บรรยากาศ จึงกลับทำให้รู้สึกผิวแห้งมากขึ้น หากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารกลุ่มนี้ต้องเลือกที่มีส่วนผสมพอเหมาะ ข้อดีของสารกลุ่มนี้คือช่วยอุ้มน้ำและดึงน้ำจากชั้นหนังแท้ไปสู่ชั้นหนังกำพร้าได้ ทำให้ผิวชั้นนอกมีความชุ่มชื้นมากขึ้น
นอกจากนี้ยังแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าต้องการให้ผิวขาวขึ้น ควรทาทั้งไวเทนนิ่งเพื่อช่วยปรับให้ดูขาวขึ้น และครีมกันแดดเพื่อไม่ให้ผิวคล้ำจากรังสี UVB มีสารประกอบ 2ประเภทที่ควรพิจารณา
1. ไวเทนนิ่ง แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ

กลุ่มที่มีช่วยควบคุมการผลิตเม็ดสี ( เมลานิน ) เช่น อาร์บูติน ( arbutin ), วิตามินซี, สารสกัดจากลิโคไรซ์ ( Licorice Extract ) กรดโคจิค ( Kojic Acid ) และสารสกัดจาก Mulberry
กลุ่มที่ช่วยให้เซลล์ผิวชั้นนอกหลุดลอก เช่น เอเอชเอ ( AHA ), เรตินอล ( Retinal ) หรือ บูไธเรธ ไฮโดรไซยานิโซล ( Butyrated Hydroxyanisole – BHA ) เช่น กรดซาลีซีลิค ( Salicylic Acid )
ค่าเอสพีเอฟ ( SPF ) เป็นตัวเลขบอกประสิทธิภาพ ในการป้องกันผิวไหม้แดงจากแสงแดด ควรเลือกให้เหมาะสม
ค่าพีเอ ( PA Protection Grade of UVA ) เป็นค่าที่ระบุถึงความสามารถในการป้องกันรรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตชนิดเอ ( UVA ) ซึ่งจะระบุเป็นเครื่องหมาย ( + ) ยิ่งบวกมากก็หมายถึงป้องกันรังสียูวีเอได้ดีขึ้น
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและถูกต้อง เป็นการช่วยปกป้องผิวจากภายนอกไม่ให้แห้งแตกและหมองคล้ำ แต่สาว ๆ ที่เป็นห่วงผิวสวยก็ควรให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำด้วย ควรดื่มน้ำให้เพียงพอโดยจิบทีละน้อยตลอดทั้งวัน ทาครีมทุกครั้งเมื่อผิวแห้ง หลีกเลี่ยงการขัดผิวบ่อยๆ ฯลฯ เมื่อจะเลือกซื้อโลชั่น ควรพลิกดูสารประกอบ และเลือกให้เหมาะกับสภาพผิว และความต้องการ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ผิวที่ขาวขึ้น เป็นสาวผิวสวย และเนียนนุ่มได้แล้ว
ที่มา
http://www.aiminterschool.com/article-beauty-0002.php
http://www.annfermina.com/article/%E0%B9%84%
http://www.doctorcosmetics.com/read_content.php?id=1814&pagetype=articles
http://women.kapook.com/view36445.html
ที่มา
http://www.aiminterschool.com/article-beauty-0002.php
http://www.annfermina.com/article/%E0%B9%84%
http://www.doctorcosmetics.com/read_content.php?id=1814&pagetype=articles
http://women.kapook.com/view36445.html
_0EJDgXkTue112236.jpg)



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น