วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แบบฝึกหัดท้ายบท

                                                   แบบฝึกหัดที่ 1 


บทที่ 1 แนวคิดและแนวโน้มเกี่ยวกับข้อมูลสารสนเทศยุคใหม่    กลุ่มเรียนที่  3 
รายวิชา การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                       รหัสวิชา  0026008
ชื่อ-สกุล     นางสาวพิชญาภรณ์  แน่นอุดร       รหัส  57011413020

1. ข้อมูล   หมายถึง                                                                                                                       
ตอบ   ค่าของตัวแปรในเชิงคุณภาพหรือเชิงปริมาณที่อยู่ในการควบคุมของกลุ่มสิ่งต่างๆ

2. ข้อมูลปฐมภูมิ   คือ                                                                                                                               
ตอบ   สารสนเทศที่ได้จากต้นแหล่งโดยตรง  เป็นสารสนเทศทางวิชาการ  ผลของการศึกษาค้นคว้า วิจัย รายงาน การค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ซึ่งนำไปสู่การยอมรับเป็นทฤษฎีใหม่ที่เชื่อถือได้                                                                              
           ยกตัวอย่างประกอบ  เช่น  วารสาร    รายงานการวิจัย   รายงาน การประชุมและการสัมนาวิชาการ  สิทธิบัตร  เอกสารมาตรฐานต่างๆ  ต้นฉบับตัวเขียน จดหมายเหตุ  วิทยานิพนธ์ และการถ่ายทอดทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์  เป็นต้น

3.ข้อมูลทุติยภูมิ  คือ
ตอบ    สารสนเทศที่มีการรวบรวม เรียบเรียงขึ้นใหม่จากแหล่สารสนเทศปฐมภูมิ   มักจะอยู่ในรูปของการสรุป   ย่อเรื่อง  จัดหมวดหมู่  ทำดรรชนีและสาระสังเขปเพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงและสามารถใช้ข้อมูลได้สะดวกและรวดเร็ว                                                                                               
           ยกตัวอย่างประกอบ   เช่น สื่ออ้างอิงประเภทต่างๆ  วารสารที่มีการสรุปย่อและตีความ รวมถึงหนังสือ ตำราที่รวบรวมเนื้อหาวิชาการในการเรียนการสอน  สารานุกรม พจนานุกรม  รายงานสถิติต่างๆ ดรรชนีและสาระสังเขป  เป็นต้น

4.สารสนเทศ หมายถึง
ตอบ   ข้อมูล ข่าวสารที่มีการจัดการไม่ว่าจะเป็นการคิดคำนวณ  ประมวลเพื่อที่จะนำมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ ได้มีการคัดเลือกและนำไปใช้ให้ทันต่อความต้องการในการใช้งานและทันเวลา 

5. จงอธิบายประเภทขอสารสนเทศ
ตอบ  การจำแนกของประเภทสารสนเทศได้มีการจำแนกออกเป็น  ตามแหล่งสารสนเทศและตามสื่อจัดเก็บ  ดังนี้                                                                                                                                                       -สารสนเทศจำแนกตามแหล่งสารสนเทศ เป็นการจำแนกสารสนเทศตามการรวบรวม หรือจัดกระทำกับสารสนเทศ  ได้แก่  แหล่งปฐมภูมิ  แหล่งทุติยภูมิ และแหล่งตติยภูมิ  เป็นต้น                                            -สารสนเทศจำแนกตามสื่อจัดเก็บ เป็นการจำแนกสารสนเทศตามชนิดของสื่อที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล ข่าวสาร ความรู้  ได้แก่ กระดาษ  วัสดุย่อส่วน  สื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่อแสง เป็นต้น 

6. ข้อเท็จจริงของสิ่งต่างๆที่อาจเป็นตัวเลขข้อความรูปภาพเสียง คือ
ตอบ  ข้อมูล 

7. ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลเป็น
ตอบ  ข้อมูลทุติยภูมิ

8. ส่วนสูงของเพื่อนที่ถามจากเพื่อนแต่ละคนเป็น
ตอบ   ข้อมูลปฐมภูมิ 

9. ผลของการลงทะเบียนเป็น
ตอบ    ข้อมูลปฐมภูมิ

10. กราฟแสดงจำนวนนิสิตในห้องเรียนวิชา วิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน Section วันอังคาร เป็น                                                                                                                       
ตอบ   ข้อมูลทุติยภูมิ



                                                     แบบฝึกหัดที่ 2

บทที่ 2  บทบาทสารสนเทศกับสังคม                                     กลุ่มเรียนที่  3 
รายวิชา การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน              รหัสวิชา  0026008
ชื่อ-สกุล นางสาวพิชญาภรณ์  แน่นอุดร                                      รหัส  57011413020


1. ให้นิสิตหารายชื่อเว็บไซต์ หรือเทคโนโลยีที่ให้บริการต่างๆ ตามหัวข้อเหล่านี้มาอย่างละ 3 รายการ

1.1  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสาขาการศึกษา
         ตอบ    
                    1. การศึกษาทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการจัดการศึกษาทางไกลมีหลายแบบตั้งแต่แบบง่ายๆ  เช่น  การเรียนการสอนผ่านสื่อวิทยุ   โทรทัศน์  ออกอากาศให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเอง ตามเวลาที่ออกอากาศไปจนถึงใช้ระบบแพร่ภาพการสอนผ่านดาวเทียม  หรือการประยุกต์ใช้ระบบประชุมทางไกล โดยผู้สอนและผู้เรียนสามารถสื่อสารถึงกันได้ทันที  เพื่อสอบถามข้อสงสัยหรืออธิบายเพิ่มเติม เพิ่มเติม
                    2. เครือข่ายการศึกษา เป็นการจัดทำเครือข่ายการศึกษาเพื่อให้ครูอาจารย์และนักศึกษามีโอกาสใช้เครือข่ายเพื่อแสวงหาความรู้ที่มีอยู่มากมายในโลก และใช้บริการต่างๆที่เป็นประโยชน์ทางการศึกษา  เช่น  บริการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Mail :E-mail)  การเผยแพร่และค้นหาข้อมูลในระบบเวิร์ดไวด์เว็บ  (World  Wide  Web )
                  3. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน( Computer  Asisted  Instruction :CAI ) เป็นการนำเอาคำอธิบายบทเรียนมาบรรจุไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วนำบทเรียนนั้นมาแสดงแก่ผู้เรียน เมื่อผู้เรีงยนอ่านคำอธิบายเหล่านั้นคอมพิวเตอร์จะมีส่วนที่ใช้ทดสอบความเข้าใจของผู้เรียนด้วยว่าถูกต้องหรือไม่ หากเข้าใจไม่ถูกต้องคอมพิวเตอร์จะทำการอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมให้เข้าใจมากขึ้น แล้วถามซ้ำอีก

1.2  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพธุรกิจ พาณิชย์ และสำนักงาน
             ตอบ      
                       1.การจัดเตรียมเอกสาร เป็นการใช้เครื่องมือประมวลคำหรือประมวลผลเนื้อหา เป็นเครื่องมือในการจัดเตรียม  อุปกรณ์ประกอบการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ โมเด็ม และช่องทางการสื่อสาร ระบบประมวลคำ  แบ่งออกเป็น 2  ระบบ ได้แก่ 
                            - ระบบเดี่ยว ( Stand-alone ) เปฌนระบบที่สามารถประมวณผลได้ภายในคอมพิวเตอร์ชุดเดียว หรือจะเชื่อมโยงไปยังคอมพิวเตอร์อื่นๆ
                            - ระบบเชื่อมโยงกับข่ายการสื่อสาร  เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงสารสนเทศซึ่งกันและกัน  ผ่านเครือข่ายโทรคมนาคม เช่น เครือข่ายโทรศัพท์  เครือข่ายคอมพิวเตอร์
                      2.งานจัดเตรียมสารสนเทศในลักษณะภาพ เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ดำเนินงานดังกล่าว  ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์  เครื่องสแกนเนอร์ โทรทัศน์
                      3. งานจัดเก็บและค้นคืนเอกสาร  สามารถทำได้ทั้งระบบออฟไลน์และออนไลน์ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมรูปแบบอื่น เช่น  ระบบฐานข้อมูล  เป็นต้น

1.3  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพการสื่อสารมวลชน
        ตอบ  ได้แก่  การบริการ โทรศัพท์  วิทยุ  โทรทัศน์  เคเบิลทีวี  การค้นคืนระบบสารสนเทศออนไลน์  ดาวเทียม และโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล

1.4  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพทางอุตสาหกรรม
          ตอบ โรงงานอุสาหกรรมนำเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเข้ามาช่วยในการจัดการระบบงานการผลิต  การสั่งซื้อ การพัสดุ  การเงิน บุคลากรและงานด้านอื่นๆ ในโรงงาน

1.5  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพทางการแพทย์
          ตอบ 
                    1.ระบบสาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศถูกนำมาใช้ในการดูแลรักษาโรคระบาดในท้องถิ่น  เช่น เมื่อมีผู้ป่วยโรคอหิวาตกโรคในหมู่บ้าน  ซึ่งอาจกลายเป็นโรคระบาดได้
                    2. ระบบผู้เชี่ยวชาญ เป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการวินิจฉัยโรค  เช่นระบบ Mycin  ของมหาวิทยาลัยแดนฟอร์ด  โดยเริ่มมาใช้ในการวินิจฉัยโรคพืชและโรคสัตว์  ที่ใช้เป็นหลักการเก็บข้อมูลต่างๆไว้ โดยละเอียดแล้วใช้หลัก ปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาช่วยวิเคราะห์ เป็นแนวคิดในการทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เหมือนมนุษย์
                  3. ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ถูกนำมาใช้ในระบบงานเวชระเบียน ระบบข้อมูลยา การรักษาพยาบาล  การคิดเงิน  รวมทั้งการส่งเวชระเบียนผ่านระบบโทรคมนาคมที่อาจเรียกว่า โทรเวชก็ได้

1.6 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพทหารตำรวจ
        ตอบ
                  1. การใช้เครื่องมือตรวจวัดแอลกอฮอล์
                  2. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ กิจกรรรมทางทหารมีการใช้เทคโนโลยี มีระบบป้องกันภัย

1.7  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพวิศวกรรม
        ตอบ
                  1. วสท. สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (www.eit.or.th/)
                  2. ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ  (www.biotec.or.th/)
                  3.ใช้ในการประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ๆ  เช่น  วิศวกรรมยานยนต์ก็จะใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างแบบจำลองรถยนต์รุ่นต่างๆ  หรือสร้างแบบจำลอง ( model) สำหรับทดสอบการชนและการกระแทก

1.8  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวิชาชีพด้านเกษตรกรรม
      ตอบ
               1. จัดทำโปรแกรมเพื่ออำนวยประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
               2. ใช้ไอที เป็นสื่อ media ในการสื่อสารเผยแพร่ความรู้ด้านการเกษตรนอกเหนือจากสื่ออื่นๆ
               3. แนะนำเว็บไซต์ เกษตรพอเพียง (www.scitu.net)

1.9  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับคนพิการต่างๆ
       ตอบ 
               1. เว็บไซต์มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย 
               2. เว็บไซต์ศูนย์พัฒนาอาชีพผู้พิการ  http://www.ddc.go.th
               3. เว็บไซต์สร้างเสริมสุขภาพผู้พิการไทย http: //healthyabillity.com/new_version5

2. มหาวิทยาลัยมหาสารคามเตรียมเทคโยโลยีสารสนเทศด้านการศึกษาให้กับท่าน มีอะไรบ้าง บอกมาอย่างน้อย 3 อย่าง
         ตอบ
                   1. เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย  (www.msu.ac.th/)
                   2. เว็บไซต์การลงทะเบียน http://www.reg.msu.ac.th/registrar/home.asp
                   3.เว็บไซต์คณะ   http://www.publichealth.msu.ac.th/

3. ข้อ 2  จงวิเคราะห์ว่าท่านจะเอาเทคโนโลยีเหล่านั้น มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองยังไงบ้าง
        ตอบ 
                 1.ใช้ในการตรวจสอบผลการเรียนเพื่อจะความสะดวก และรวดเร็วในการเข้าถึง
                 2. ติดตามข่าวสารที่ทางมหาวิทยาลัยประกาศ
                 3.การค้นหาหนังสือในสำนักวิทยบริการ ผ่านคอมพิวเตอร์เพื่อความสะดวก




                                                  แบบฝึกหัดที่ 3 

บทที่ 3 การรู้สารสนเทศ                                                        กลุ่มเรียนที่  3 
รายวิชา การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน            รหัสวิชา  0026008
ชื่อ-สกุล นางสาวพิชญาภรณ์  แน่นอุดร                                    รหัส  57011413020


1. ข้อใดเป็นความหมายที่ถูกต้องที่สุดของการรู้สารสนเทศ
                ก.ความสามารถในการกลั่นกรองและประเมินค่าสารสนเทศที่หามาได้
                ข.ความสามารถในการตัดสินใจใช้สารสนเทศรูปแบบต่างต่าง
                ค.ความสามารถของบุคคลในการสืบค้นและพัฒนาสารสนเทศ
                ง.ความสามารถของบุคคลในการเข้าถึง  ประเมิน  และการใช้งานสารสนเทศ

2.จากกระบวนการของการรู้สารสนเทศ ทั้ง 5 ประการ  ประการไหนสำคัญที่สุด
               ก.ความสามารถในกรตระหนักว่าเมื่อใดต้องการสารสนเทศ
               ข.ความสามารถในการค้นหาสารสนเทศ
               ค.ความสามารถในการประมวลผลสารสนเทศ
               ง.ความสามารถในการใช้และการสื่อสารสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

3.ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของผู้รู้สารสนเทศ
              ก.สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
              ข.สามารถใช้สารสนเทศในการดำเนินชีวิต
              ค.ชอบใช้คอมพิวเตอร์ในการเล่นเกม
              ง.ใช้คอมพิวเตอร์ในการแสวงหาสารสนเทศได้

4.ข้อใดไม่ใช่ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
                ก. โลกมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเน้นวัตถุนิยมมากขึ้น
                ข.ช่วยให้บุคคลประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต
                ค.สารสนเทศมีการเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว  จนยากที่จะเข้าถึง
                ง.ช่วยบุคคลเป็นผู้มีศักยภาพการเรียนรู้ตลอดชีวิต

5.ข้อใดเป็นการเรียงลำดับขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้สารสนเทศที่ถูกต้อง
                 1.ความสามารถในการประมวลสารสนเทศ
                 2.ความสามารถในการประเมินสารสนเทศ
                 3.ความสามารถในการใช้และการสื่อสารสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
                 4.ความสามารถในการค้นหาสารสนเทศ
                 5.ความสามารถในการตระหนักว่าเมื่อใดจึงต้องการสารสนเทศ

                     ก. 1-2-3-4-5        ข.2-4-5-3-1         ค.5-4-1-2-3       ง.4-3-5-1-2



                                                        แบบฝึกหัดที่ 4

บทที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ                                                    กลุ่มเรียนที่  3 
รายวิชา การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                  รหัสวิชา  0026008
ชื่อ-สกุล นางสาวพิชญาภรณ์  แน่นอุดร                                          รหัส  57011413020


1.ให้นิสิตยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามหัวข้อต่อไปนี้ อย่างน้อยหัวข้อละ 3 ชนิด แล้วแลกเปลี่ยนกันตรวจสอบกับเพื่อน

1) การบันทึกและจัดเก็บข้อมูล
          ตอบ    ได้แก่   เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก  บัตร ATM   จานแสงหรือจานเลเซอร์  ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ  กล้องดิจิตัล  กล้องถ่ายวีดีทัศน์และเอกซเรย์

2) การแสดงผล
         ตอบ   ได้แก่  เครื่องพิมพ์ จอภาพและพล็อตเตอร์

3)การประมวลผล
         ตอบ    เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์

4) การสื่อสารและเครือข่าย
        ตอบ     ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่างๆ  เช่น โทรทัศน์   วิทยุและโทรเลข  ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งระยะใกล้ ระยะไกล

2. ให้นิสิตนำตัวเลขใช่องขวา  มาเติมหน้าข้อความในช่องซ้ายที่มีความสัมพันธ์กัน


           3      ซอฟต์แวร์ประยุกต์                                    1. ส่วนใหญ่ใช้ทำหน้าที่คำนวณ 
                                                                                         ประมวลผลข้อมูล
           5     Information  Technology                           2. e-Revenue
           1     คอมพิวเตอร์ในยุคการประมวลข้อมูล      3. เทคโนโลยีต่างๆ ที่นำมาประยุกต์
                                                                                         ใช้ในการดำเนินการ
                                                                                         เกี่ยวกับสารสนเทศ 
                                                                                         เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  
                                                                                         ความถูกต้องแม่นยำ
                                                                                         และความรวดเร็ว                                                                                                      ต่อการนำไปใช้
           6     เทคโนโลยีสารสนเทศ  หมายถึง                4.  มีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน
                                                                                    ได้แก่ Sender Medium และ
                                                                                         Decoder
         10      ช่วยเพิ่มผลผลิต  เพิ่มต้นทุน 
                และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน              5. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
                                                                                         ในการรับ-  ส่งเอกสารจาก
                                                                                      หน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วย
                                                                                     งานหนึ่งโดยส่งผ่านเครือข่าย
          8   ซอร์ฟแวร์ระบบ                                               6. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
                                                                                          เทคโนโลยีการสื่อสาร
                                                                                   โทรคมนาคม และเทคโนโลยี
                                                                                           อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
           9    การนำเสนอบทเรียนในรูปมัลติมีเดีย  
               ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้
               ตามระดับความสามารถ                                  7. โปรแกรมที่ทำหน้าที่ใช้ควบ
                                                                                    คุมอุปกรณ์ต่างๆ  ภายในระบบ
                                                                                           คอมพิวเตอร์
         7     EDI                                                                8. โปรแกรมระบบห้องสมุด
                                                                                     อัตโนมัติ จัดเป็นซอฟต์แวร์
                                                                                      ประเภท
         2     การสื่อสารโทรคมนาคม                                 9. CAI
                บริการชำระภาษีออนไลน์                              10. ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยี
                                                                                     สารสนเทศ



                                                       แบบฝึกหัดที่ 5

บทที่ 5 การจัดการสารสนเทศ                                            กลุ่มเรียนที่  3 
รายวิชา การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน          รหัสวิชา  0026008
ชื่อ-สกุล นางสาวพิชญาภรณ์  แน่นอุดร                                  รหัส  57011413020


1. จงอธิบายความหมายของการจัดการสารสนเทศ
                ตอบ    หมายถึง การผลิต จัดเก็บ  ประมวลผล ค้นหา และเผยแพร่  สารสนเทศ โดยจัดให้มีระบบสารสนเทศ การกระจายของสารสนเทศ   ทั้งภายในและภายนอกองค์กร   โดยมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ  โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมาใช้ในการจัดการ  รวมทั้งมีนโยบาย หรือ กลยุทธ์ระดับองค์การในการจัดการสารสนเทศ

2. การจัดการสารสนเทศมีความสำคัญต่อบุคคลและต่อองค์กรอย่างไร
               ตอบ 
                  1. ความสำคัญของการจัดการสารสนเทศต่อบุคคล
                  การจัดการสารสนเทศ มีความสำคัญต่อสำคัญต่อบุคคลในด้านการดำรงชีวิตประจำวัน  การศึกษา และการทำงานประกอบอาชีพ ต่างๆ การจัดการสารสนเทศอย่างเป็นระบบ โดยการจัดทำฐานข้อมูลส่วนบุคคล  รวบรวมทั้งข้อมูลการดำรงชีวิต   การศึกษา และการทำงานประกอบอาชีพต่างๆ ในการดำรงชีวิตประจำวัน บุคคลย่อมต้องการสารสนเทศหลายด้านเพื่อใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น มีความก้าวหน้า และมีความสุข
                 2. ความสำคัญของการจัดการสารสนเทศต่อองค์กร
                          2.1  ความสำคัญด้านการบริหารการจัดการ  การบริหารจัดการในยุคโลกาภิวัตน์เป็นการบริหารภายใต้สภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีการแข่งขันกันทางธุรกิจสูง ผู้บริหารต้องอาศัยสารสนเทศที่เกี่ยวข้องทั้งกับสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กร เพื่อวิเคราะห์ปัญหา ทางเลือกในการแก้ปัญหา การตัดสินใจ การกำหนดทิศทางขององค์กร ให้สามารถแข่งขันกับองค์การคู่แข่งต่างๆ จึงจำเป็นต้องได้รับสารสนเทศ ที่เหมาะสม ถูกต้อง ครบถ้วน ทันการณ์ และทันสมัย เพื่อใช้ประกอบภารกิจตามหน้าที่ ตามระดับการบริหาร
                         2.2  ความสำคัญด้านการดำเนินงาน  สารสนเทศนับมีควาสำคัญต่อการดำเนินงานหลายลักษณะ เป็นทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการดำเนินงาน และหลักฐานที่บันทึกการดำเนินงานในด้านต่างๆ ตามที่หน่วยงานดำเนินการ การจัดการสารสนเทศช่วยให้การใช้สารสนเทศเพื่อรองรับการปฏิบติงานตามกระแสงานหรือขั้นตอน จึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการดำเนินงาน เอื้อให้เข้าถึงและใช้สารสนเทศได้สะดวก
                        2.3 ความสำคัญด้านกฎหมาย  การจัดการสารสนเทศเพื่อดำเนินงาน จำเป็นต้องสอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบและข้อบังคับ ทั้งในระดับภายในและภายนอกองค์กร โดยเฉพาะสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการเงินและบัญชี ที่ต้องรวบรวมจัดเก็บอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ รวมทั้งมีการตรวจสอบความถูกต้องทั้งจากหน่วยงานภายในองค์กร หรือจากหน่วยงานภายนอกตามกฎหมาย

3. พัฒนาการของการจัดการสารสนเทศแบ่งออกเป็นกี่ยุค อะไรบ้าง
          ตอบ   แบ่งออกเป็น 2 ยุค
                        3.1  การจัดการสารสนเทศด้วยระบบมือ
                        3.2  การจัดการสารสนเทศโดยใช้คอมพิวเตอร์

4. จงยกตัวอย่างการจัดการสารสนเทศที่นิสิตใช้ในชีวิตประจำวันมา อย่างน้อย 3 ตัวอย่าง
           ตอบ     
                   - การทำธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์  โดยการอาศัยบริการ EDI  และ E-mail ซึ่งเป็นบริการที่อาศัยระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ข้อดีของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ได้แก่ การซื้อสินค้า ที่ไม่ต้องเบียดเสียดกับคนอื่น สามารถซื้อสินค้าได้ตลอดเวลาที่ต้องการ และสามารถซื้อสินค้าได้ทุกทีไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน
                 - งานจัดเตรียมเอกสร เป็นการใช้เครื่องเครื่องประมวลผลคำหรือเครื่องประมวลเนื้อหา เป็นเครื่องมือในการจัดเตรียมอุปกรณ์ประกอบการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ โมเด็ม และช่องทางการสื่อสาร ระบบประมวลคำ
                 - การค้นหาหนังสือ ในสำนักวิทยบริการ ผ่านระบบฐานข้อมูล เพื่อความสะดวก ประหยัดเวลา
             


                                                     แบบฝึกหัดที่ 6

บทที่ 6  การประยุกต์ใช้สารสนเทศในชีวิตประจำวัน               กลุ่มเรียนที่  3 
รายวิชา การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                  รหัสวิชา  0026008
ชื่อ-สกุล นางสาวพิชญาภรณ์  แน่นอุดร                                          รหัส  57011413020


1. การประยุกต์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นความหมายของข้อใด
                      1.เทคโนโลยีสารสนเทศ
                      2.เทคโนโลยี
                      3.สารสนเทศ
                      4.พัฒนาการ

2. เทคโนโลยีสารสนเทศใดก่อให้เกิดผลด้านการเสริมสร้างความเท่าเทิมในสังคม
                      1.ควบคุมเครื่องปรับอากาศ
                      2.ระบบการเรียนการสอนทางไกล
                      3.การสร้างสือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
                      4.การพยากรณ์อากาศ

3. การฝากถอนเงินผ่าน เอทีเอ็ม(ATM) เป็นลักษณะเด่นของเทคโนโลยีสารสนเทศข้อใด
                    1.ระบบอัตโนมัติ
                    2.เปลี่ยนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย
                    3.เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินการในหน่วยงานต่างๆ
                    4.เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต  ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

4. ข้อใดคือการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ
                  1.ระบบการโอนถ่ายเงินทางอิเลคทรอนิกส์
                  2.บัตรATM  บัตรเครดิต
                  3.การติดต่อข้อมูลทางเครือข่าย
                  4.ถูกทุกข้อ

5. เทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึงข้อใด
                    1.การประยุกต์เอาความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์
                    2.ข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี
                    3.การนำเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์มาสร้างข้อมูลเพิ่มให้กับสารสนเทศ
                   4.การนำเอาคอพิวเตอร์มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูล

6.เครื่องมือที่สำคัญในการจัดการสารสนเทศในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร
                       1.เทคโนโลยีการสื่อสาร
                       2.สารสนเทศ
                       3.คอมพิวเตอร์
                       4.ถูกทุกข้อ
7. ข้อใดไม่ใช่บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ
                       1.เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน  และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
                       2.เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถสั่งซื้อสินค้าจากที่บ้านหรือสอบถามผลสอบได้
                       3.เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้บุคคลทุกระดับติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว
                      4.เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้มีการสร้างที่พักอาศัยที่มีคุณภาพ

8. ข้อใดไม่ใช่อุปกรณ์ที่ช่วยงานด้านสารสนเทศ
                      1.เครื่องถ่ายเอกสาร
                      2.เครื่องโทรสาร
                      3.เครื่องมินิคอมพิวเตอร์
                      4. โทรทัศน์ วิทยุ

9.ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ
                     1.เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานธุรกิจ
                     2.พัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งด้านฮาร์ดแวร์   ซอฟแวร์  ข้อมูล และการสื่อสาร
                     3.ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
                     4.จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น

10. ข้อใดคือประโยชน์ที่ได้จากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับการเรียน
                   1.ตรวจสอบผลการลงทะเบียน  ผลการสอบได้
                   2.สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ทั่วโลกได้
                   3.ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนครู อาจารย์ หรือส่งงานได้ทุกที่
                   4.ถูกทุกข้อ



                                                  แบบฝึกหัดที่ 7 

บทที่  7  ความปลอดภัยของสารสนเทศ                            ลุ่มเรียนที่  3 
รายวิชา การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน          รหัสวิชา  0026008
ชื่อ-สกุล นางสาวพิชญาภรณ์  แน่นอุดร                                  รหัส  57011413020


1. หน้าทีของไฟร์วอล์ล (Firewall) คือ
               ตอบ     Firewall   เป็นระบบรักษาความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์แบบหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย  ซึ่งมีทั้งอุปกรณ์  Hardware  และ Software  โดยหน้าที่หลักๆ ของ Firewall นั้น จะทำหน้าที่ควบคุมการใช้งานระหว่าง Network ต่างๆ (Access Control)  โดย Firewall  จะเป็นคนที่กำหนดว่า ใคร (Source)  ไปที่ไหน (Destination)  ด้วยบริการอะไร (Srevice/Port)

2. จงอธิบายคำศัพท์ต่อไปนี้ ที่เกี่ยวข้องกับไวรัสคอมพิวเตอร์ worm ,vius computer ,spy ware , adware  มาอย่างน้อย 1 โปรแกรม 
             ตอบ   spy ware คือ ประเภทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกการกระทำของผู้ใช้บนคอมพิวเตอร์  และส่งผ่านอิเทอร์เน็ตโดยผู้ใช้ไม่ได้รับทราบ โปรปกรมแอบดักข้อมูลนั้นสามารถรวบรวมข้อมูล สถิติการใช้งานจากผู้ใช้ได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับการออกแบบของโปรแกรม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบันทึกเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เข้าถึงและส่งไปยังบริษัทโฆษณาต่างๆ บางโปรแกรมอาจบันทึกว่าผู้ใช้พิมพ์อะไรบ้าง เพื่อพยายมค้นรหัสผ่าน หรือหมายเลขบัตรเครดิต

3. ไวรัสคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง
            ตอบ  แบ่งออกเป็น 3 ชนิด   ได้แก่ 
                      1. Boot sector virus   จะ copy ตัวมันเองลงบนแผ่น diskette และลงบน  boot sector ของ hard disk (boot sector คือตำแหน่งที่ เก็บคำสั่งที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์)  เมื่อเราเปิด หรือ รีบู๊ต เครื่องคอมพิวเตอร์ boot sector viruses ติดต่อได้เพียงจากแผ่น diskette เท่านั้น แต่ไม่ติดต่อเวลาใช้ไฟล์หรือโปรแกรมร่วมกัน  ทุกวันนี้ boot sector viruses ไม่แพร่หลายเหมือนแต่ก่อนเพราะส่วนมากเดี๋ยวนี้เราจะ boot เครื่ิองคอมพิวเตอร์จาก hard disk เป็นส่วนใหญ่
                     2. program viruses จะติดต่อกับ executable files ซึ่งได้แก่  ไฟล์ที่ลงท้ายด้วย .com หรือ .EXE  และยังสามารถติดต่อไปยังไฟล์อื่นๆ ซึ่งโปรแกรมที่ลงท้ายด้วย .com หรือ .EXE  เรียกใช้ ไฟล์เหล่านี้ ได้แก่ ไฟล์ที่ลงท้ายด้วย .SYS ,  .DLL , .BIN  เป็นต้น
                    3. macro viruses จะติอต่อกับไฟล์ซึ่งใช้เป็นต้นแบบ (template)  ในการสร้างเอกสาร (documents  หรือ spreadsheet)  หลังจากที่ต้นแบบในการใช้สร้างเอกสารติดไวรัสแล้ว ทุกๆเอกสารที่เปิดขึ้นใช้ด้วยต้นแบบอันนี้จะเกิดความเสียหายขึ้น

 4.ให้นิสิตอธิบายแนวทางในการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์มาอย่างน้อย 5 ข้อ
          ตอบ 
                      1. ใช้โปรแกรม ตรวจจับและกำจัดไวรัส (Anti-virus)  อย่างไรก็ตามไม่มีโปรแกรมตรวจจับและกำจัดไวรัส โปรแกรมใดสมบูรณ์แบบ การเตือนที่ผิดพลาดว่ามีไวรัสก่อให้เกิดความรำคาญพอๆกับตัวไวรัสเอง อย่าลืมว่าจะต้อง  update  โปรแกรมที่ใช้ตรวจจับและกำจัดไวรัสอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ครอบคลุมถึงไวรัสชนิดใหม่ๆ
                     2. Scan ทุกไฟล์ที่ download มาจาก internet 
                     3. Scan  ทุกไฟล์บนดิสเกตต์และ CD-ROM ก่อนนำลง hard disk
                     4. Scan ไฟล์หรือโปรแกรมที่ติดมากับ E-mail ก่อนที่จะเปิดอ่านหรือเก็บลงบน hard disk 
                     5. เก็บเอกสารในรูปของ ASCII Text Mode หรือ Rich Format (RTF) โดยเฉพาะเอกสารที่ใช้ ร่วมกันบน network  ทั้งสอง Format  จะไม่ save ส่วนที่เป็น macro  ลงพร้อมกับเอกสารด้วยซึ่งทำให้ปลอดภัยจาก macro  viruses

5. มาตรการ ด้านจริยธรรม คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน ได้แก่
               ตอบ   นโยบายกระทรวง ICT ด้วยการตระหนักในการทวีความรุนแรงของปัญหา จึงเกิดโครงการ ICT Cyber Care   โดยต่อยอดจาก  ICT Cyber Clean  แบ่งออกเป็น 2 ส่วน  คือ 
                       1. ICT  Gate Keeper  เฝ้าระวังพิษภัยอินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายและวงจรเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (Gateway) พัฒนาซอร์ฟแวร์โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  กระทรวงไอซีที ได้มอบหมายให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ดำเนินการเฝ้าระวังปิดกั้นข้อมูลไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง
                       2. House  Keeper  ซึ่งจัดทำแผ่นซบีดีรอม และแจกฟรีให้กับผู้ปกครองหรือดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ของกระทรวง โปรแกรมนี้จะมี 3 ส่วน
                           - ส่วนแรก คิดดี้แคร์  ปิดกั้นเว็บไซต์อนาจารและเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมที่กระทรวงไอซีที  มีข้อมูลคาดว่าจะช่วยป้องกันได้ระดับหนึ่ง
                           - ส่วนต่อมาเป็นส่วน พีเพิลคลีน ติดไอออนไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้จะคลิกเข้าไปเมื่อพบภาพลามกอนาจารประชาชน จึงสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยเฝ้าระวังภัยได้เช่นกัน
                          - ส่วนสุดท้าย สมาร์ทแกมเมอร์  (Smart Gamer)  แก้ปัญหาการติดเกม และควบคุมการเล่นเกมของเด็กๆ ผู้ปกครองจะครองจะเป็นผู้กำหนดระยะเวลาของการเล่นเกม และช่วยดูแลเรื่องความรุนแรงของเกม แต่ละส่วนนี้คงต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลา



                                                  แบบฝีกหัดที่ 8 

บทที่ 8 การใช้สารสนเทศตามกฏหมายและจริยธรรม          กลุ่มเรียนที่  3 
รายวิชา การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                รหัสวิชา  0026008
ชื่อ-สกุล นางสาวพิชญาภรณ์  แน่นอุดร                                        รหัส  57011413020



1. "นาย A ทำการเขียนโปรแกรมขึ้นมาโปรแกรมหนึ่งเพื่อทดลองโจมตีการทำงานของคอมพิวเตอร์สามารถใช้งานได้  โดยทำการระบุ IP-Address  โปรแกรมนี้สร้างขึ้นมาเพื่อทดลองงานวิจัย นาย B ที่เป็นเพื่อนสนิทของนาย A ได้นำโปรแกรมนี้ไปทดลองใช้แกล้งนางสาว C เมื่อนางสาว C ทราบเข้าก็เลยนำโปรแกรมนี้ไปใช้และส่งต่อให้เพื่อนๆที่รู้จักได้ทดลอง "  การกระทำอย่างนี้เป็นการผิดจริยธรรมหรือผิดกฎหมายใดๆ หรือไม่ หากไม่ผิดเพราะเหตุใด และหากผิด ผิดในแง่ใด จงอธิบาย
              ตอบ   ไม่ผิดกฏหมาย เพราะว่านาย A ไม่ได้จดทะเบียนลิขสิทธฺ์โปรแกรมที่ตัวเองเขียนขึ้น ซึ่งถ้าหากนาย A ฟ้องร้องก็ไม่สามารถทำได้ แต่ผิดจริยธรรม เพราะนาย B แอบขโมยเอาโปรแกรมของนาย A ไปใช้โดยไม่ขออนุญาตนาย A ไปใช้โดยไม่ขออนุญาตนาย A ซึ่งอาจทำให้นาย A ไม่พอใจก็ได้

2. "นาย J  ได้ทำการสร้างโฮมเพจ เพื่อบอกว่าโลกแบนมีหลักฐานอ้างอิงจากตำราต่างๆอีกทั้งรูปประกอบ เป็นการทำเพื่อความสนุกสนานไม่ได้ใช้ในการอ้างอิงทางวิชาการใดๆ เด็กชาย K เป็นนักเรียนในระดับประถมปลาย ที่รายงานส่งครูเป็นการบ้านภาคฤดูร้อนโดยใช้ข้อมูลจากโฮมเพจของนาย J " การกระทำอย่างนี้เป็นการผิดจริยธรรมหรือผิดกฎหมายใดๆหรือไม่ หารไม่ผิดเพราะเหตุใด และหากผิด ผิดในแง่ใด จงอธิบาย
             ตอบ   ไม่ผิด  เพราะเด็กชาย K  ใช้ในทางการศึกษาแต่เด็กชาย K ก็ควรจะอ้างอิงถึงแหล่งที่มาของข้อมูลด้วย


วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

        เชื่อว่า สาวๆหลายคนคงมีปัญหาเกี่ยวกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในการบำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิวเพื่อให้มีผิวที่กระจ่างใส ไร้ริ้วรอย ลดจุดด่างดำ และไม่ไห้เกิดการแพ้และระคายเคือง
        ในปัจจุบันครีมบำรุงผิวมีหลากหลายชนิด พร้อมมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป และแต่ละสภาพผิวหน้าก็จะได้รับวิธีการดูแล ใช้ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพผิว  เรามาดูกันเลยนะคะ ว่าในแต่ละสภาพผิวจะมีวิธีการดูแลและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อย่างไรบ้าง

 ผิวหน้าของคนเราจะแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้


1. ผิวธรรมดา 

          คนผิวธรรมดานับว่าเป็นคนที่โชคดีมาก เพราะจะไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้า  ผิวธรรมดาจะมีความเรียบเนียนและยืดหยุ่นดี มีรูขุมขนละเอียด เมื่ออากาศร้อนผิวจะไม่มันเยิ้ม และอากาศเย็นก็จะไม่แห้งเป็นขุย 

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์

          สำหรับคนผิวธรรมดาที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี  ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เข้มข้นหรือเบาบางจนเกินไป และจำเป็นต้องปกป้องผิวจากแสงแดดหรือรังสียูวี ที่ทำให้เกิดปัญหาริ้วรอยก่อนวัย และรวมไปถึงการเลือกใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่ควรคำนึงถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงด้วย เช่น หากคุณเผชิญกับอากาศที่หนาวเย็น หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ คุณควรเลือกใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์เข้มข้นขึ้น

         สำหรับคนอายุ 30 ปีขึ้นไป  ปัญหาคือการผลัดเซลล์ผิวของคนวัยนี้จะช้าลง และต่อมไขมันที่ผิวจะผลิตไขมันได้น้อยลง ทำให้ความชุ่มชื่นของผิวลดลง ผลที่ตามมาริ้วรอยจะเห็นชัดเจนขึ้น ผิวไม่เปล่งเปล่งและไม่เรียบเนียน จึงจำเป็นต้องใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์เพิ่มขึ้น และรวมไปถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยควบคู่ไปด้วย

2. ผิวแห้ง 

          คนผิวแห้งจะมีข้อดี คือ ผิวมีความเรียบเนียนมาก รูขุมขนเล็กกระชับ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสิวเสี้ยน แต่เนื่องจากผิวขาดความชุ่มชื้นจึงให้ผิวลอกเป็นขุยง่าย และเกิดริ้วรอยง่ายกว่าผิวประเภทอื่น  จึงต้องมีการดูแลผิวมากเป็นพิเศษ และต้องบำรุงให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพื่อให้ผิวนุ่มและไม่แห้งกร้าน 

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์

          สำหรับคนผิวแห้งที่อายุน้อยกว่า 30 ปี  ควรใส่ใจตั้งแต่การทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากไขสบู่และไม่ผสมแอลกอฮอล์  ผิวจะได้ไม่แห้งตึงหลังการทำความสะอาด จากนั้นใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความเข้มข้นเหมาะสมเป็นประจำ จะช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื่นนุ่มนวล

          สำรับคนผิวแห้งที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป  เนื่องจากการผลิตไขมันน้อยลงยิ่งจะทำให้ผิวยิ่งแห้งและริ้วรอยก็จะปรากฏให้เห็นขัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้นควรใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความเข้มข้นควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์การลดริ้วรอย

3. ผิวมัน

          คนผิวมันจะสังเกตง่ายๆ คือ จะมีรูขุมขนกว้าง ไม่เรียบเนียน รูขุมขนที่ผิวจะดูคล้ายเปลือกส้ม จะเป็นผิวที่มีปัญหาเยอะที่สุด เพราะต่อมไขมับริเวณผิวหน้าผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น  ทำให้ใบหน้ามัน  รูขุมขนกว้าง ฝุนละออง สิ่งสกปรก จึงมาเกาะที่ผิวได้ง่ายขึ้น และสามารถอุดตันได้ โดยเฉพาะอาจร้อนสภาพผิวก็จะดูแย่ลง ทำให้มักมีปัญหาเรื่องสิวเสี้ยนและเป็นสิวได้ง่ายขึ้น

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์

        สำหรับคนผิวมันที่อายุน้อยกว่า 30 ปี  ควรใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่เบาบาง ไม่เข้มข้นมากเกินไป เพื่อรักษาระดับความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวไว้ให้สมดุล โดยเฉพาะหลังจากการล้างหน้า และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าที่เหมาะสมกับผู้ที่มีผิวมันโดยเฉพาะ

        สำหรับคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป  คนผิวมันจะปรากฏริ้วรอยช้ากว่าผู้ที่มีผิวแห้ง แต่ก็จะหนีไม่พ้น ในเรื่องของถุงใต้ตาและริ้วรอย เพราะกระบวนการก่อสร้างเซลล์ผิวใหม่เริ่มทำงานช้าลง  คุณสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อเบาบาง ที่ช่วยในเรื่องของริ้วรอยและความมัน ควบคู่ไปกับมอยซ์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวปกติ

4. ผิวผสม 

        คนผิวผสมมีความยุ่งยากในการดูแล เพราะลักษณะผิวจะมีหลายประเภทผสมกัน ส่วนใหญ่มักจะมีบริเวณแก้มแห้งเป็นขุย และบริเวณ T-Zone  จะมีความมันเกินความจำเป็น 
การทำความสะอาดผิวสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนผิวมันได้ในยามค่ำคืน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนผิวแห้งในยามเช้า เนื่องจากเวลาเย็นผิวหน้าที่ผ่านมลภาวะมาทั้งวันควรได้การทำความสะอาดอย่างเต็มที  ส่วนการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในตอนกลางคืนต้องมีความชุ่มชื้นอย่างเต็มที่  แต่ในตอนกลางวันควรมีความชุ่มชื้นพอเหมาะ

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์

         สำหรับคนผิวผสมที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี  เนื่องจากผิวมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาและเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมหรือใช้ผลิตภัณฑ์ผิวผสมโดยเฉพาะ

         สำหรับคนที่มีอายุ 30 ปี ขึ้นไป อาจเน้นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นนอกจากปริเวณ T-Zone มากกว่าเดิม หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถแก้ไขปัญหาริ้วรอยมากได้ยิ่งขึ้น

5.ผิวบอบบาง 

          คนผิวบอบบางส่วนใหญ่มีกรรมพันธ์ุเป็นโรคภูมิแพ้ มักแพ้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวได้บ่อย มักมีผื่นคัน เป็นสิว หรือเกิดรอยไหม้ได้ง่าย จึงเป็นผิวที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนและเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ผิวเป็นหลัก

สาวๆ หลายคนก็ได้รู้จักกับสภาพผิวทั้ง 5 ประเภทแล้ว คุณลองวิเคราะห์ดูนะคะว่าผิวของคุณอยู่ในสภาพผิวประเภทไหน และลองเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวเพื่อการดูแลให้ได้ประสิทธิภาพอย่างแท้จริง


เคล็ดลับและวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ให้เหมาะกับผิวแต่ละประเภท

            1. สำหรับผู้ที่มีผิวธรรมดา ควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของสารที่ให้ความมันและความชุ่มชื้นค่อนข้างมาก
       2. ครีมบำรุงผิวชนิดที่มีส่วนประกอบของมอยส์เจอไรเซอร์ชนิดเข้มข้น เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีผิวแห้ง ยิ่งผิวแห้งมากเท่าไหร่ ก็ต้องเลือกชนิดที่มีความเข้มข้นของครีมมากขึ้นตามไปด้วย
       3. สำหรับผู้ที่มีผิวมัน ควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่ระบุว่าเป็นชนิดออยล์ ฟรี (Oil Free) เพราะผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จะให้ความมันค่อนข้างน้อยจึงไม่ทำให้ใบหน้ามันเยิ้มจนเกินไปในช่วงระหว่างวัน
       4. หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีผิวหมองคล้ำ มีริ้วรอยเหี่ยวย่น หรือมีโอกาสต้องเจอกับแสงแดดอยู่เป็นประจำ ควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของอัลฟ่า ไฮดรอกซี่ แอซิด (Alpha Hydroxy Acid : AHA) เพราะคุณสมบัติของเอเอชเอจะเป็นตัวช่วยเร่งเซลล์ผิวหนังกำพร้าชั้นบนที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปได้เร็วยิ่งขึ้น ผิวจึงดูผ่องใสและขาวเนียนยิ่งขึ้น
       5. อีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์ (Evening Primrose Oil : EPO) เป็น สารสกัดจากธรรมชาติ ที่มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มีคุณสมบัติป้องกันผิวหยาบกร้าน ไม่ทำให้ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย ดังนั้นหากใครต้องการมีผิวที่ดูแข็งแรง อ่อนเยาว์ ลองเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของอีพีโอสิคะ รับรองไม่ผิดหวัง
       6. ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่คุณเลือกใช้จำเป็นจะต้องผ่านการตรวจสอบทางการแพทย์มาแล้วว่า จะไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ระคายเคืองต่อผิว (Hypo allergic) และไม่มีส่วนประกอบของสารที่จะก่อให้เกิดสิวด้วย (Non-Comedogenic)
       7. การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบนั้น ควรพิถีพิถันมากเป็นพิเศษ เพราะใบหน้าของเราไวต่อการเกิดสิวมาก ควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันคาร์เนชั่น (Carnation Oil) ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัว บริสุทธิ์ไม่ทำให้เกิดสิว และไม่ใส่สารกันบูด

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

             การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ บำรุงผิวส่วนใหญ่สาว ๆ หลายคนอาจเลือกซื้อจากการเห็นโฆษณา ตามเพื่อนที่ใช้แล้วได้ผลพอใจ แต่ในความเป็นจริงเราไม่ควรเลือกตามคำโฆษณา ตามคำบอกเล่า หรือตามเพื่อน เพราะสภาพผิวแต่ละคนแตกต่างกัน ควรพิจารณาจากสภาพผิวของคุณเอง และควรเลือกประเภทที่เหมาะกับสภาพผิว  สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ เลือกจากลักษณะและสารประกอบที่มีคุณสมบัติเหมาะตามที่ต้องการ
           หน้าที่ของผลิตภัณฑ์ทาผิวเพื่อให้ความชุ่มชื้นหรือโลชั่น มี 2 คุณสมบัติ เพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการควรดูสารที่ระบุบนผลิตภัณฑ์ด้วย

 คุณสมบัติที่ 1  คือ

          ทำหน้าที่เป็นฟิล์มบาง ๆ เพื่อลดการระเหยของน้ำ ช่วยเก็บกักความชื้นไว้กับผิวชั้นนอก มีให้เลือกมากมายหลายลักษณะ เช่น

          1. เจล  มีส่วนผสมของน้ำ ไม่มีน้ำมัน เหมาะกับคนผิวมัน
          2. โลชั่น  มีส่วนผสมของน้ำมากกว่าน้ำมัน มี 2 ชนิดคือ ชนิดขุ่น และชนิดใส เหมาะกับคนผิวธรรมดา และผิวมัน
          3. ครีม  มีส่วนผสมของน้ำมันมากกว่าน้ำ เหมาะกับคนผิวแห้ง
          4. น้ำมัน  มีแต่น้ำมันล้วน เหมาะกับคนผิวแห้งมาก
          5. ปิโตรเลียมเจล เป็นไอของน้ำมันที่ได้มาจากกลั่นน้ำมันดิบ เหมาะสำหรับคนที่ผิวแห้งเป็นขุย เพราะให้ความรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณได้ดี และนาน
          6. เซรั่ม หรือโทเนอร์ มีเนื้อบางเบาเหมาะสำหรับคนที่เป็นสิวง่าย หรือผิวมัน ต้องการบำรุงผิวแต่ไม่ต้องการน้ำมันจากผลิตภัณฑ์

 คุณสมบัติที่ 2  คือ

          ช่วยอุ้มน้ำ และดึงน้ำเข้าสู่ผิวชั้นนอก ทำให้ผิวคงความชุ่มชื้น หรือคุณสมบัติอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบที่ผสมลงในผลิตภัณฑ์ เช่น

          1. สารช่วยเพิ่มน้ำในชั้นผิวหนัง เช่น โซเดียมพีซีเอ ( Sodium Pyrrolidone Carboxylic Acid ), ยูเรีย ( ​Urea ), แลคเตต ( Lactate ), โพลีเพปไทด์ (Polypeptide ) และอื่น ๆ โลชั่นมักใช้สารชนิดนี้เพื่อช่วยเพราะสามารถทำให้ผิวหนังชั้นขี้ไคลอุ้มน้ำได้ดี เหมาะสำหรับผิวที่แห้ง และต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างอย่างเร่งด่วน
          2. สารป้องกันการระเหยของน้ำจากชั้นผิว ส่วนใหญ่มักเป็นน้ำมัน ขี้ผึง ไขสัตว์ หรือซิลิโคน ข้อดีคือมีคุณสมบัติคล้ายน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น ลื่น แต่มีข้อเสียคือไขมันบางตัวอาจอุดตัวรูขุมขนอาจทำให้เกิดสิวได้   หรือถ้ามีปริมาณมากอาจทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ
          3. สารดูดความชื้นจากบรรยากาศเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ เช่น น้ำผึ้ง กลีเซอรีน กรดแลคติค ฯลฯ สารชนิดนี้จะช่วยดูดความชื้นในอากาศเข้าสู่ผิวหนังชั้นขี้ไคลเมื่อความชื้นในอากาศสูงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ แต่หากความชื้นในอากาศต่ำ สารกลุ่มนี้จะดึงน้ำออกจากผิวสู่บรรยากาศ จึงกลับทำให้รู้สึกผิวแห้งมากขึ้น หากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารกลุ่มนี้ต้องเลือกที่มีส่วนผสมพอเหมาะ ข้อดีของสารกลุ่มนี้คือช่วยอุ้มน้ำและดึงน้ำจากชั้นหนังแท้ไปสู่ชั้นหนังกำพร้าได้ ทำให้ผิวชั้นนอกมีความชุ่มชื้นมากขึ้น

          นอกจากนี้ยังแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าต้องการให้ผิวขาวขึ้น ควรทาทั้งไวเทนนิ่งเพื่อช่วยปรับให้ดูขาวขึ้น และครีมกันแดดเพื่อไม่ให้ผิวคล้ำจากรังสี UVB มีสารประกอบ 2ประเภทที่ควรพิจารณา

          1. ไวเทนนิ่ง แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ


           กลุ่มที่มีช่วยควบคุมการผลิตเม็ดสี ( เมลานิน ) เช่น อาร์บูติน ( arbutin ), วิตามินซี, สารสกัดจากลิโคไรซ์ ( Licorice Extract ) กรดโคจิค ( Kojic Acid ) และสารสกัดจาก Mulberry

           กลุ่มที่ช่วยให้เซลล์ผิวชั้นนอกหลุดลอก เช่น เอเอชเอ        ( AHA ), เรตินอล ( Retinal ) หรือ บูไธเรธ ไฮโดรไซยานิโซล           ( Butyrated Hydroxyanisole – BHA ) เช่น กรดซาลีซีลิค ( Salicylic Acid )



          2. ครีมกันแดด ควรพิจารณาโดยดูจากฉลาก

           ค่าเอสพีเอฟ ( SPF ) เป็นตัวเลขบอกประสิทธิภาพ ในการป้องกันผิวไหม้แดงจากแสงแดด  ควรเลือกให้เหมาะสม

           ค่าพีเอ ( PA Protection Grade of UVA ) เป็นค่าที่ระบุถึงความสามารถในการป้องกันรรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตชนิดเอ ( UVA )  ซึ่งจะระบุเป็นเครื่องหมาย ( + )  ยิ่งบวกมากก็หมายถึงป้องกันรังสียูวีเอได้ดีขึ้น





           การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและถูกต้อง เป็นการช่วยปกป้องผิวจากภายนอกไม่ให้แห้งแตกและหมองคล้ำ  แต่สาว ๆ ที่เป็นห่วงผิวสวยก็ควรให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำด้วย ควรดื่มน้ำให้เพียงพอโดยจิบทีละน้อยตลอดทั้งวัน ทาครีมทุกครั้งเมื่อผิวแห้ง หลีกเลี่ยงการขัดผิวบ่อยๆ ฯลฯ เมื่อจะเลือกซื้อโลชั่น ควรพลิกดูสารประกอบ และเลือกให้เหมาะกับสภาพผิว และความต้องการ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ผิวที่ขาวขึ้น เป็นสาวผิวสวย และเนียนนุ่มได้แล้ว


ที่มา
http://www.aiminterschool.com/article-beauty-0002.php
http://www.annfermina.com/article/%E0%B9%84%
http://www.doctorcosmetics.com/read_content.php?id=1814&pagetype=articles
http://women.kapook.com/view36445.html


วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิตามินกับการบำรุงผิว

           เชื่อว่าการบำรุงผิวพรรณไม่ใช่แค่ว่าจะบำรุงแค่การทาครีมบำรุงเพียงอย่างเดียว  แต่เราต้องหมั่นดูแลผิวพรรณของเราตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอก นั่นก็คือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และผักผลไม้ที่มีวิตามินในการบำรุงผิวพรรณของเราด้วย เรามาดูกันเลยค่ะว่า มีผลไม้ชนิดไหนบ้างที่ให้วิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงผิวพรรณเราบ้าง.........


 1. มะนาว เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าผลกลมเล็กๆ อย่างมะนาวประสิทธิภาพไม่ได้เล็กน้อยเลย เพราะประกอบด้วยวิตามินซีสูงช่วยให้ผิวขาวใสได้อย่างมาก และยังสามารถรักษาโรคมะเร็ง และทำให้ระบบเผาพลาญของเราดีขึ้นอีกด้วย

http://www.oknation.net/
เคล็ดลับการบำรุงผิวด้วยมะนาว
            
    ในการทำให้ผิวคุณดูกระจ่างใสขึ้น ปราศจากสิวและจุดด่างดำ ด้วยสูตรความงามจากธรรมชาติ โดยใช้มะนาวเป็นส่วนผสมหลักเพราะว่ามะนาวเป็นผลไม้ที่มีกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่นกรดซิตริก กรดมาลิค วิตามิน เป็นต้น มะนาวมีประโยชน์ต่อผิวพรรณ ช่วยฟื้นฟูผิว ทำให้ผิวกระจ่างใสและปกป้องผิวจากการติดเชื้อได้

      1.จัดการสิวด้วยมะนาว โดยใช้แป้งดินสอพองผสมกับน้ำมะนาวทาบริเวณที่เป็นสิวก่อนนอนทุกคืน สิวจะค่อยๆ ยุบลงและหายไปในที่สุด 

      2.ขจัดสิวเสี้ยน โดย ผสมน้ำมะนาว 1/4 ถ้วย กับไข่ขาว 2 ฟองในชาม ทาบางๆบริเวณที่เป็นสิวเสี้ยน นำกระดาษทิชชู่แปะลงบนบริเวณที่ทาทิ้งไว้จนกระดาษเริ่มแข็ง จากนั้นค่อยๆลอกออก แล้วจึงล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ซึ่งเป็นวิธีกระชับรูขุมขนวิธีหนึ่ง

      3.ลดเลือนจุดด่างดำ และรอยกระ วิธีการทำง่ายๆ คือนำน้ำมะนาว น้ำส้มคั้น และโยเกิร์ต ผสมในอัตราส่วนที่เท่าๆ กันแล้วทาให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ 15 - 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดน้ำส้มมีวิตามินซีสูงและยังมีเอนไซม์ที่ช่วยบำรุงผิวเนียนเกลี้ยงเกลาเพิ่มความสดชื่นให้กับผิว

      4. มาส์กธรรมชาติเพื่อหน้าเนียนใส  นำน้ำมะนาว 1 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ มาผสมคนให้เข้ากันทาบางๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเพียงอาทิตย์ละครั้ง ผิวหน้าจะเนียนใสขึ้น



2. ส้ม  มีคุณประโยชน์ต่อผิวมากมาย ช่วยสร้างคอลลาเจนให้กับผิวได้ ทำให้ผิวของคุณเปล่งปลั่ง กระจ่างใส และช่วยบํารุงผิวพรรณให้สดใสดูอ่อนวัย

http://frynn.com/


3. มะเขือเทศ  ป็นราชินีแห่งการบำรุงผิวขาว และช่วยเรื่องความอ่อนเยาว์ด้วย เพราะในมะเขือเทศ จะมีสารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า ไลโคพีม ซึ่งจะทำให้ผิวขาวอมชมพู แก้มแดงมีเลือดฝาด แบบผลมะเขือเทศ แนะนำให้ทานมะเขือเทศ 6 ผลต่อวัน แต่ต้องทานแบบสดๆ รับรองผิวของคุณจะขาว และเปล่งเปล่งอย่างแน่นอน
http://www.thaibio.com/

4.ฝรั่ง เป็นผลไม้ที่ประกอบด้วยวิตามินซีสูงมาก  ยังช่วยชะลอวัย ลดริ้วรอย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี 

http://www.oknation.net/

5. แอปเปิ้ล  เป็นราชาผลไม้ อุดมด้วยเพคตินช่วยให้เล็บแข็งแรง ไม่เปราะหักง่าย และช่วยในการล้างสารพิษในลำไส้ และระบบย่อยอาหาร ว่ากันว่าการทานแอปเปิ้ลวันละ 1 ผลจะช่วยในการล้างสารพิษในร่างกาย เมื่อไม่มีพิษสะสม ก็จะส่งผลลัพธ์ดีๆ สู่ร่างกายภายนอก ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส ผิวขาวอย่างเป็นธรรมชาติ
http://www.oknation.net/


เคล็ดลับการบำรุงผิวด้วยแอปเปิ้ล
    1.เคล็ดลับการบำรุงผิวที่หม่นหมอง ถ้าหากว่าคุณอยากทำให้ผิวที่ดูอ่อนโรยกลับมาดูสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้คุณลองนวดใบหน้าและลำคอด้วยเนื้อแอปเปิ้ลสดที่บดละเอียดแล้วสิคะ

     2.เคล็ดลับการบำรุงผิวหน้าที่อ่อนล้า คุณควรพอกหน้าด้วยแอปเปิ้ลอบหรือต้มบดละเอียดผสมกับน้ำมันมะกอกและน้ำผึ้งหนึ่งช้อนชาเพื่อทำให้ผิวยึดหยุ่นและชะลอกระบวนการร่วงโรยของผิวหน้า

     3.สำหรับบำรุงผิวแบบธรรมดา เพียงแค่คุณปอกเปลือกแอปเปิ้ลแล้วนำไปบดให้ละเอียด และผสมกับครีมเปรี้ยว น้ำมันมะกอก (หรือหากไม่มีสามารถใช้น้ำมันข้าวโพดหรือน้ำมันเมล็ดทานตะวันแทนได้)เพียง 1ช้อนชา และแป้งข้าวโพด 1 ช้อนชา แล้วทาลงบนใบหน้าและทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

    4.สูตรความงามจากแอปเปิ้ลเพื่อฟื้นบำรุงผิวมือที่หยาบกร้าน เราใช้แอปเปิ้ลสดปอกเปลือกแล้วนำมานวดที่มือลงสักประมาณ 2-3 นาที จากนั้น ล้างมือและทาครีมให้ความชุ่มชิ้นแก่ผิว



6. มะละกอ เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยสูง ช่วยให้ท้องไม่ผูก ปัญหาท้องผูกมักทำให้ผิวไม่ขาวใส หม่นหมอง ดังนั้น หากกินมะละกอรับรองไร้ปัญหาท้องผูกมากวนใจ เผยผิวให้ขาวใสได้อย่างแน่นอน

 http://xn--o3cepkej9b3gpeg.net/
http://xn--o3cepkej9b3gpeg.net/
เคล็ดลับการบำรุงผิวด้วยมะละกอ
    สามารถนำมาใช้ทำเป็นครีมมาส์กหน้า ช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ลดกระฝ้า และช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น

     1.มาส์กมะละกอล้วน สูตรนี้ใช้ผลมะละกอสุกอย่างเดียว มีวิตามินซีและอีสูงมาก จึงช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม แค่นำเนื้อมะละกอสุกมาปั่นให้ละเอียด แล้วพอกหน้า โดยเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะรู้สึกผิวหน้าเต่งตึงและสดชื่นขึ้นเลยค่ะ 
       
     2.มาส์กมะละกอกับข้าวโอ๊ต สูตรนี้ใช้ขัดผิวได้ดีเลยค่ะ โดยใช้มะละกอสุก 1 ผล ผสมกับข้าวโอ๊ต 3 ช้อนโต๊ะ ไข่ขาวดิบ 1 ฟอง และน้ำมะนาว 1 ลูก ปั่นรวมกัน จากนั้นนำมาพอกหน้าโดยเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 15-20 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น 
       
     3.มาส์กมะละกอกับน้ำผึ้ง สูตรนี้ช่วยลดกระฝ้าได้ดี แค่นำมะละกอสุกประมาณ 1 ผล ผสม น้ำผึ้ง และอัลมอนด์อีก 1/4 ถ้วยตวง ปั่นรวมกันจนละเอียด จากนั้นนำมาพอกหน้าโดยเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นค่ะ




7. กล้วยหอม เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หากทานตอนเช้าจะยิ่งดีมากๆ ทำให้อิ่มท้องนานด้วยทำให้ผิวหน้าสวยนุ่มชุ่มชื้น และสามารถแก้ปัญหาผิวได้หลายอย่างเลยทีเดียว เพราะในกล้วยหอมนั้นมีวิตามินหลาย ๆ อย่าง เช่น วิตามิน B2, B6, B12, PP, E และ A ซึ่งวิตามินแต่ละตัวล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อผิวทั้งนั้น

http://www.inno-cen.com/
เคล็ดลับการบำรุงผิวด้วยกล้วยหอม
       กล้วยหอมมีสารอาหารและแร่ธาตุที่สำคัญต่อผิวและร่างกายเช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก โพแทสเซียม สังกะสี ไนอะซิน วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินบี วิตามินซี เบต้าแคโรทีน เป็นต้น  ดังนั้นคุณก็สามารถนำกล้วยมาใช้เพื่อการบำรุงผิวในแต่ละวันของเราได้

       1. สูตรพอกหน้าจากกล้วยเพื่อผิวเนียนนุ่ม นำกล้วยหอม 1 ลูกผสมกับน้ำผึ้ง แล้วปั่นให้เข้าจนเป็นเนื้อครีมละเอียด จากนั้นให้คุณล้างหน้าให้สะอาดตามปกติ แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาพอกให้ทั่วใบหน้า ยกเว้นบริเวณรอบดวงตา และริมฝีปาก ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือคุณควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเพราะจะช่วยทำให้ผิวหน้าคุณชุ่มชื่นขึ้น
       2. สูตรพอกผิวจากกล้วยเผยผิวสว่างใส  นำกล้วยหอม ลูกกับนมสดครึ่งถ้วยตวง แล้วปั่นให้เข้าจนเป็นเนื้อครีมละเอียด จากนั้นให้คุณล้างหน้าให้สะอาดตามปรกติ แล้วนำส่วนผสมที่เตรียมไว้มาพอกผิวทั้งใบหน้าและลำตัวประมาณ 20 นาที ยกเว้นบริเวณรอบดวงตา และริมฝีปาก คุณค่าจากน้ำนมและกล้วยหอมจะช่วยให้ผิวสว่างใสและเนียนนุ่มขึ้น
       3. สูตรพอกผิวจากกล้วยลดผิวแห้งกร้าน  นำกล้วยหอม 1 ลูกบดให้ละเอียดแล้วนำไปพอกบริเวณที่หยาบกร้าน เช่น ข้อศอก หัวเข่า หรือมือ กล้วยจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และลดความหยาบกร้านลงได้ แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
       4. สูตรพอกหน้าจากกล้วยลดผิวมัน   นำกล้วยหอม 1 ลูกมาผสมกับน้ำมะนาวและน้ำผึ้งอย่างละ 1ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำไปพอกหน้าประมาณ 10-15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นกล้วยจะช่วยเผยผิวสวย และลดความมันได้เป็นอย่างดี  แต่สูตรนี้ไม่เหมาะกับสาวหน้าแห้งเพราะยิ่งจะทำให้หน้าแห้งมากขึ้น
        5. สูตรพอกหน้าจากกล้วยเพื่อผิวเนียนกระชับ   นำกล้วยหอม 1 ลูกมาผสมกับน้ำมันมะพร้าวประมาณ 1 ช้อนโต๊ะแล้วพอกหน้าทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง ทำสัปดาห์ละ ครั้ง
        6. สูตรพอกหน้าจากกล้วยเพื่อผิวหน้านุ่ม    นำกล้วยหอม 1 ลูกบดกล้วยผสมกับไข่แดง 1 ฟองและนมสด 1 ช้อนโต๊ะจากนั้นนำไปพอกบนใบหน้าแล้วทิ้งไว้ 30นาที สูตรนี้เหมาะอย่างยิ่งกับสาวหน้าแห้ง 


8. แครอท มีสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณของเราเปล่งปลั่ง ช่วยชะลอความชรา

http://www.bighalalpost.com/


 9. กีวี ประกอบด้วยวิตามินซีที่เป็น ประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจน และประกอบด้วยวิตามินอี ช่วยในการป้องกันริ้วรอย ทำให้ผิวใสไร้จุดด่างดำ และยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย


http://frynn.com/


 10. อะโวคาโด อุดมด้วยวิตามินอีที่ช่วยบํารุงผิว กินอะโวคาโดวันละผลจะให้วิตามินอี เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวันได้


http://www.termsuk.com/

11. งา อุุดมด้วยวิตามินบี สังกะสี โพแทสเซียม ช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ทําให้ผิวสดใสอ่อนวัยเสมอ


http://www.bloggang.com/

12. น้ำมันมะกอก มีวิตามินอีอยู่มาก ช่วยบํารุงคอลลาเจนใต้ผิวให้เนียมนุ่มชุ่มชื่นอย่างเป็นธรรมชาติ มีสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าคิวเทน


http://women.kapook.com/view101496.html

13. แตงโม ช่วยบำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใส เปล่งปลั่ง ทำหน้าที่ล้างไต ขับสารพิษได้ และช่วยขับปัสสาวะ ไม่ทำให้เกิดโรคในทางเดินปัสสาว

http://thaifashionbrandname.com/

            นอกจากผลไม้ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีผักผลไม้อีกมากมายที่ให้วิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงผิวพรรณ และยังสามารถหาได้ตามท้องถิ่น  แค่นี้คุณสาวๆ ก็จะมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งจากภายในสู่ภายนอกได้แล้วค่ะ